วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555
ชุมชนเป็นสุข
สำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กำลังจัดระดมความคิดเรื่องการพัฒนาโครงการส่งเสริมชุมชนสุขภาพดีหรือชุมชนเป็นสุข เมื่อต้องการเห็นคนทั้งมวลมีสุขภาวะหรือสุขภาพดี ก็จำเป็นต้องคิดถึงหน่วยทางสังคมให้ครบ เช่น
-ครอบครัวสุขภาพดี
-ชุมชนเป็นสุข
-เมืองน่าอยู่
-โรงเรียนสุขภาพ
-ที่ทำงานสุขภาพ
-สังคมเป็นสุข
-โลกที่มีสันติภาพ
การเคลื่อนไหวเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพในประเทศไทยกำลังพัฒนาวิธีทำงาน ในการสร้างเสริมสุขภาพในทุกหน่วยทางสังคมดังกล่าวข้างต้น การที่จะมีสุขภาพดี ในแต่ละหน่วยจะต้องมีความเชื่อมโยงระหว่างกาย-ใจ-สังคม-เศรษฐกิจ-สิ่ง แวดล้อม-วัฒนธรรม-ศาสนธรรม จนทำให้เกิดดุลยภาพในชีวิต ดุลยภาพคือความเป็นปกติสุขและความยั่งยืน การพัฒนาสมัยใหม่ตามแบบตะวันตกถือเอาเงินเป็นใหญ่ แบบแยกส่วนจากชีวิต-สังคม-สิ่งแวดล้อม-วัฒนธรรม-ศาสนธรรม จึงก่อให้เกิดการทำลายองค์ประกอบเหล่านี้ และการเสียดุลยภาพอย่างขนานใหญ่ ก่อให้เกิดทุกขสภาวะโดยทั่วไป จึงขอเชิญชวนให้ท่านผู้อ่านสนใจสุขภาพหรือสุขภาวะ โดยนัยแห่งภาวะการเชื่อมโยงระหว่างชีวิต-สังคม-เศรษฐกิจ-สิ่งแวดล้อม-วัฒนธรรม-ศาสนธรรมอย่าง สมดุล เพื่อความสุขและความยั่งยืนโดยถ้วนหน้า
http://doctor.or.th/node/2587
แหล่งความรู้
ชุมชนคือแหล่งความรู้
โดย: ดร.อุทัย ดุลยเกษม
เมื่อกลไกการเรียนรู้แบบแนวนอน คือชุมชนเรียนรู้จากกันเองมีน้อยมาก แล้วเราจะคาดหวังให้ชุมชนน่าอยู่ได้อย่างไร
ผมได้มีโอกาสคลุกคลีกับชาวชนบทบ่อยครั้ง และในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย ชาวชนบทที่ผมได้มีโอกาสคลุกคลีหรือทำงานด้วยระยะสั้นมักจะอยู่ในระดับ แกนนำ ของชุมชน เช่น อาจจะเป็นผู้นำกลุ่มสตรี สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล หรือผู้นำกลุ่มอาชีพในชุมชน เป็นต้น คนเหล่านี้มาจากหลายอาชีพ ตั้งแต่ทำนา ทำไร่ ทำประมง ค้าขายเล็กๆน้อยๆ ตลอดจนเป็นคนงานรับจ้าง
ผมพบว่าชาวชนบทเหล่านี้ส่วนมากผ่านการศึกษาในระบบโรงเรียนเพียงระดับประถม ศึกษาเท่านั้น แต่เรียกได้ว่าทุกคนมีความสามารถในการเขียนการอ่านได้พอสมควร แกนนำชุมชนกลุ่มนี้อาจจะเป็นชาวชนบทที่มีลักษณะพิเศษกว่าชาวบ้านอื่นๆก็ได้ เพราะมีผู้นำเอาใจใส่ในกิจการภายในชุมชน เป็นชุมชนที่มักมีเจ้าหน้าที่องค์การพัฒนาเอกชน (NGO) เข้าไปร่วมทำงานด้วย หรือไม่ก็มีหน่วยงานราชการบางหน่วยเข้าไปสนับสนุนเป็นการจำเพาะ เช่น กรมการศึกษานอกโรงเรียนเข้าไปอบรมบางด้าน หรือกระทรวงสาธารณสุขเข้าไปอบรมเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล เป็นต้น
เหตุที่ผมเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องก็เนื่องจากหน่วยงานเหล่านี้ได้ชักชวนไป เป็นวิทยากร บางครั้งก็เข้าไปสนทนากับชาวบ้าน ทุกครั้งที่ได้เข้าชุมชน ผมเรียนรู้สิ่งต่างๆมากทีเดียว บางคนอาจคิดว่าผมเข้าไปในฐานะ ผู้ให้ (ความรู้) ชาวบ้าน แต่ในความเป็นจริง ผมเองก็ได้เรียนรู้จากชาวบ้านไม่น้อยเลยจากการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ผมสังเกตว่าระยะหลังๆนี้ กลไกการเรียนรู้ภายในชุมชนชนบทของเราได้สูญหายไปมาก โดยเฉพาะกลไกที่เอื้อต่อการเรียนรู้ระหว่างชาวบ้านด้วยกันเอง กลายเป็นการเรียนรู้แบบสมัยใหม่ที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น เช่น โรงเรียน ที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้าน หอกระจายข่าว วิทยุ และทีวี เป็นต้น นอกจากนี้ก็มีกลไกการเรียนรู้ที่ผ่านตัวบุคคล ซึ่งมีทั้งบุคคลของรัฐและบุคคลจากภาคธุรกิจ (เซลส์แมน)
การเรียนรู้แบบใหม่นี้เป็นลักษณะ แนวตั้ง โดยที่แหล่งความรู้ดูจะทรงอำนาจมากกว่า (เพราะมีความรู้มากกว่า) ประชาชนเป็นเพียงผู้รับข้อมูลข่าวสารอย่างเซื่องๆเท่านั้น กล่าวกันถึงที่สุดแล้ว การเรียนรู้ในลักษณะนี้มิได้ช่วยให้ประชาชนเรียนรู้ได้จริง นอกจากรับข้อมูลข่าวสารที่ไม่มีโอกาส ย่อย อย่างวิพากษ์วิจารณ์ด้วย จึงเป็นเหตุให้ประชาชนจำนวนมากถูก ครอบงำ ด้วยข้อมูลข่าวสารทั้งจากภาครัฐและภาคธุรกิจได้ง่าย
สภาพการณ์ที่เป็นอยู่นี้นับว่าน่าเสียดายนัก เพราะแท้ที่จริงแล้วในอดีตที่ไม่นานนัก ชุมชนของสังคมไทยล้วนมีกลไกที่เอื้อต่อการเรียนรู้อยู่มาก ช่วยให้คนไทยในชนบทได้เรียนรู้สรรพสิ่งทั้งหลายจากคนในชุมชนด้วยกันด้วยวิธี การหลากหลาย อาจเรียนรู้ได้ภายในครอบครัว วัด หรือมัสยิด หรือพูดได้ว่าอยู่ในบริบทของชุมชนนั้นเอง บางอย่างก็เป็นวิถีชีวิต เช่น กลุ่มอาชีพในชุมชน หรือรูปแบบของการใช้พาหนะก็เอื้อให้ผู้คนในละแวกเดียวกันได้มีโอกาสแลก เปลี่ยนเรียนรู้กันได้มากและต่อเนื่อง
ลองนึกดูว่า การที่ชาวบ้านนั่งเรือจากชุมชนไปตลาดคราวละ 5 คน 8 คน โอกาสที่จะเรียนรู้อะไรต่อมิอะไรระหว่างกันย่อมจะมากกว่าที่แต่ละคนขี่ มอเตอร์ไซค์ออกจากหมู่บ้านไปตามลำพัง หรือการที่ผู้คนในหมู่บ้านได้ไปทำบุญทำทานในวันพระ วันโกน ที่วัดในหมู่บ้าน ก็มีโอกาสเรียนรู้เรื่องต่างๆจากกันและกันได้มาก และสิ่งที่เรียนรู้ก็ใกล้กับวิถีชีวิตของตนมากกว่าที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสาร จากทีวีมิใช่หรือ หรือการที่ในชุมชนจัดตลาดเช้าให้ทุกคนนำสิ่งของมาแลกเปลี่ยนซื้อขายกันทุก สัปดาห์นั้น ก็เป็นกลไกที่เกื้อกูลต่อการเรียนรู้ของผู้คนในชุมชนทั้งสิ้น
ออกจะน่าเสียดายที่กลไกเหล่านี้กำลังสูญหายไป ในขณะนี้ ชาวบ้านนิยมออกไปจับจ่ายใช้สอยซื้อทั้งของกินของใช้ในตลาดในเมือง หรือไม่ก็มีพ่อค้าแม่ค้าเร่จากภายนอก นำสินค้าเข้ามาขายในหมู่บ้าน ชนิดมาบริการถึงหัวกระไดบ้าน บ้านใครบ้านมัน ทำให้โอกาสที่ผู้คนในชุมชนจะได้พบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันแทบจะไม่มี
การที่กลไกการเรียนรู้ภายในชุมชนที่เคยมีอย่างเหลือเฟือในอดีต ถูกทำให้อ่อนกำลังหรือหมดหน้าที่ลงไป ก็ย่อมทำให้ผู้คนในชนบทขาดโอกาสที่จะเรียนรู้จากกัน และโอกาสที่จะพัฒนาศักยภาพของตนบนพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชน ก็ลดน้อยลงไปเป็นอันมาก เราจึงพบว่า ชาวชนบทจำนวนมากตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบ และถูกเอาเปรียบจากภายนอกมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะรู้ไม่ทันต่อสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในสมัยนี้
แม้ผมจะได้คลุกคลีกับชาวชนบทเหล่านี้ในช่วงเวลาไม่นานนัก แต่ผมก็เกิดความรู้สึกว่าเขาขาดความมั่นใจในศักยภาพของตนเองอย่างมากทีเดียว ไม่ว่าจะเอ่ยถึงเรื่องอะไร ความรู้สึกของชาวบ้านโดยรวมก็คือ "เขาไม่รู้" หรือ "เขารู้ไม่พอ" "เขาทำไม่ได้" เช่น พอพูดถึงการเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องจัดการศึกษาให้กับลูกหลาน คำตอบที่มักจะได้ยินอยู่เสมอก็คือ "พวกเราไม่มีความรู้" "ต้องยกให้เป็นหน้าที่ของครูหรือโรงเรียนรับผิดชอบ" พอพูดถึงเรื่องสุขภาพอนามัย คำตอบก็จะออกมาคล้ายๆกันคือ "ไม่มีความรู้" "ไม่มีความสามารถ" "ต้องยกให้พยาบาลหรือแพทย์ และโรงพยาบาลเป็นผู้รับผิดชอบ" เป็นต้น
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชาวชนบทในด้านการขาดความมั่นใจในศักยภาพของตน เอง ไม่เป็นผลดีกับการพัฒนาสังคมไทยในยุคสมัยนี้อย่างแน่นอน
ผมคิดว่าเราน่าจะต้องช่วยกันหาหนทางปรับปรุงแก้ไขโดยเร็ว หาไม่สิทธิทั้งหลายทั้งปวงที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญก็มิได้ผลอะไรจริงจังกับ ประชาชนโดยทั่วไป
สิ่งแรกที่ผมคิดว่าควรจะลงมือทำได้เลยก็คือ การสนับสนุนส่งเสริมกลไกการเรียนรู้ภายในชุมชนให้เกิดขึ้นอย่างหลากหลาย ถ้ามีอยู่บ้างแล้วก็ควรพัฒนาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติและเป็นวิถีชีวิตของผู้คน ในชุมชน
นอกจากนี้ การทำกิจกรรมใดๆของหน่วยงานภายนอก ไม่ว่าจะเป็นราชการหรือเอกชน สิ่งที่ต้องคำนึงให้มากคือ กิจกรรมนั้นๆจะต้องเอื้อต่อการเรียนรู้ให้มาก เครื่องมือใหม่ๆที่ช่วยเอื้อต่อการเรียนรู้ เช่น วิธีการเอ.ไอ.ซี.(AIC)วิธีเมตาแปลน (Meta plan) และอื่นๆควรส่งเสริมให้ใช้ เพราะเครื่องมือดังกล่าวนี้จะช่วยให้ชาวบ้านมีโอกาสเรียนรู้จากกันและกันได้ มากในช่วงเวลาอันสั้น
กิจกรรมบางอย่างของชุมชนเช่นตลาดนัด งานเทศบาล หรือแม้แต่งานบวช งานตาย ถ้าจัดขึ้นภายในชุมชนอย่างเรียบง่าย ก็จะเป็นกลไกการเรียนรู้ระหว่างสมาชิกในชุมชนได้มาก
ความพยายามทั้งของหน่วยงานรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนในอันที่จะผลักดันให้เกิด ประชาคม (Civil Society) ขึ้นในระดับจังหวัด อำเภอ หรือตำบลนั้น จะไม่มีวันสำเร็จได้เลย ถ้าภายในจังหวัด อำเภอ หรือตำบลนั้นๆขาดกลไกการเรียนรู้ภายในที่ช่วยให้สมาชิกได้เรียนรู้จากกันได้ อย่างต่อเนื่อง
ที่กล่าวมานี้ มิได้ตีขอบเขตอยู่จำเพาะชุมชนชนบทเท่านั้น แม้แต่ในชุมชนเมืองซึ่งเต็มไปด้วยแหล่งความรู้มากมาย แต่เมื่อวิเคราะห์กันอย่างละเอียดก็จะพบได้โดยไม่ยากว่า กลไกการเรียนรู้แบบแนวนอน คือชุมชนเรียนรู้จากกันเองมีน้อยมาก แล้วเราจะคาดหวังให้ชุมชนน่าอยู่ได้อย่างไรกัน
จาก: นิตยสาร Life & Family
http://www.momypedia.com/boxTh/knowledge/printpage.aspx?no=3901&p=1
ชุมชนน่าอยู่สร้างได้เพราะใส่ใจ
ชุมชนน่าอยู่สร้างได้เพราะใส่ใจ
โดย...โอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
ในมุมมองของผม องค์ประกอบที่มีความสำคัญต่อการสร้างชุมชนน่าอยู่ ซึ่งมีฝ่ายบริหารชุมชนทำหน้าที่ในการบริหารจัดการองค์ประกอบดังกล่าว ได้แก่ “การบริหารทรัพย์ส่วนกลาง (Facility Management) อย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารงบการเงิน (Budgeting) อย่างโปร่งใส การเข้มกับเรื่องของ “ความปลอดภัย” (Security & Safety) และการให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม (Environment Management) ของการอยู่อาศัย
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเพียงองค์ประกอบพื้นฐานในการบริหารจัดการชุมชน แต่องค์ประกอบที่ช่วยขยายความการเป็นชุมชนน่าอยู่ให้เห็นเป็นรูปธรรมก็คือ เรื่องของการสร้างคุณภาพชีวิต (Life Quality)ที่แวดล้อมด้วยสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี
ธรรมชาติของการอยู่คอนโดมิเนียมก็คือการมีเพื่อนบ้านที่อยู่ห้องข้างๆ ห้องชั้นบน และชั้นล่าง แต่ละคนก็มีความแตกต่างกัน มีความต้องการและวิถีชีวิตที่ต่างกัน ถ้าไม่มีการเอาใส่ใจระหว่างผู้อยู่อาศัยด้วยกัน หรือฝ่ายบริหารชุมชนไม่มีความรับผิดชอบต่อผู้อยู่อาศัย การอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมก็จะไม่มีความสุข
ผมมีตัวอย่างของประสบการณ์ความสุขที่เกิดจากความใส่ใจกัน จากคำบอกเล่าของผู้อยู่อาศัยท่านหนึ่งผ่านทาง e-mail ว่า “ในช่วงวันหยุดนี้ ดิฉันไปที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง กำลังวนหาที่จอดรถอยู่หลายรอบ สักพักก็มีพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำชั้นจอดรถนั้นตรงรี่เข้ามา แล้วพยายามส่งสัญญาณว่ามีที่ว่าง
ดูพนักงานเขาตั้งใจมากจนนึกชมในใจว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยที่นี่อบรมมาดีเชียว ดูแล ช่วยหาที่จอดใส่ใจแบบมากกว่าที่เคยเห็นในห้างสรรพสินค้าอื่น
จนจอดรถเสร็จ เขาก็ยังไม่เดินไป... เขาจะรอพูดอะไรกับเรารึเปล่า คำตอบคือ..เขาบอกว่าเขาเห็นสติกเกอร์ที่หน้ารถเราว่าอยู่โครงการลุมพินี ที่บริษัทเคยส่งเขาไปประจำอยู่ที่นั่นเลยรู้สึกผูกพันเห็นสติกเกอร์แล้วอยากให้บริการ...
สิ่งเหล่านี้เริ่มต้นขึ้นจากการฝึกฝน เมื่อปฏิบัติบ่อยครั้งก็กลายเป็นความรู้สึกผูกพันและรักใส่ใจที่จะทำ แม้ในสิ่งที่เกินหน้าที่ความรับผิดชอบก็ตาม
http://www.softbizplus.com/real-estate-property-news/428-create-livable-communities-because-they-care-about
พลังชุมชน กับการพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่
1. เมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ คืออะไร
เมืองน่าอยู่ (Healthy Cities) และชุมชนน่าอยู่ (Healthy Communitites) เป็นเมืองและชุมชน (ในเมือง หรือชนบท) ที่มีการสร้างสรรค์ ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมทางสังคม และทางกายภาพอย่างต่อเนื่อง มีการขยายการใช้ทรัพยากรของเมือง ทุกๆ ด้าน เพื่อให้ประชาชนมีพลัง หรือความสามารถที่จะเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ในการทำกิจกรรมต่างๆ ของชีวิต เป็นการพัฒนาศักยภาพสูงสุดของคน (พนัส พฤกษ์สุนันท์, 2544:3)
2. เมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ มีองค์ประกอบอะไรบ้าง
ปี พ.ศ.2543 สำนักงานคณกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ได้กำหนดเมืองน่าอยู่ / ชุมชนน่าอยู่ เป็นกลยุทธ์สำคัญในการพัฒนาประเทศ ซึ่งมีลักษณะและองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ เศรษฐกิจมีประสิทธิภาพ ความเป็นประชารัฐ และความน่าอยู่ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเมืองแห่งชาติ, 2543:10-11)
3. การสร้างพลัง คืออะไร
การสร้างพลัง (Empowerment) เป็นกระบวนการทางสังคม ที่ส่งเสริมให้บุคคล องค์กร และชุมชน มีความเป็นตัวของตัวเอง สามารถควบคุมตนเอง มีความสามารถในการเลือก และกำหนดอนาคตของตนเอง ชุมชน และสังคมได้ การสร้างพลังจึงเป็นกระบวนการ ที่บุคคลสามารถกระทำร่วมกับบุคคลอื่นในสังคม เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในแนวทางที่พึงปรารถนา แต่ไม่ใช่เป็นพลังที่จะไปบังคับ หรือครอบงำคนอื่น (Wallertein & Bernstein, 1988:379-394) แนวคิดการสร้างพลังจะเน้นการเปลี่ยนแปลง ทั้งในระดับบุคคล และส่งเสริมสการรวมกลุ่มกัน เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม และสิ่งแวดล้อม การสร้างพลังจึงสอดคล้องกับ แนวคิดการส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่ ที่มิได้เน้นเฉพาะ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ ระดับบุคคลเท่านั้น แต่จะต้องมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงระดับสังคมด้วย สอดคล้องกับ องค์การอนามัยโลก ที่ระบุว่า "เป้าหมายสุดท้ายของกลวิธีการดูแลตนเอง คือ การสร้างพลังให้ประชาชน สามารถกำหนด หรือจัดการกับสุขภาพของตนเองได้" (WHO, 1991:4)
3.1 ทฤษฎีการสร้างพลัง (Empowerment Theory)
ทฤษฎีการสร้างพลัง มาจากแนวคิดของการศึกษาเพื่อการสร้างพลัง ซึ่งเป็นรูปแบบการศึกษาที่เน้น ให้ผู้เรียนพัฒนาความสามารถในการตัดสินใจ และแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง เกิดความนับถือเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง วิธีการที่ใช้ในการจัดการศึกษา เพื่อการสร้างพลังนี้ จะเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียน อย่างเต็มที่ (Active Participation) โดยใช้วิธีการสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ และความคิดระหว่างผู้เรียน ให้ผู้เรียนสามารถระบุปัญหาของตน วิเคราะห์ปัญหา สาเหตุ มองภาพอนาคตได้ สามารถพัฒนากลวิธีที่จะแก้ไขปัญหา และดำเนินการแก้ไขปัญกา การจัดการศึกษาการสร้างพลังนี้ จะส่งเสริมให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าในตนเอง (Self Esteem) มีความคาดหวังในความสามารถของตนเอง (Self Efficacy) สูงขึ้น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความรู้ เจตคติ และทำให้มีพฤติกรรมที่ถูกต้องมากขึ้น ในแต่ละบุคคล ทั้งยังมีผลต่อการเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาความเสมอภาคในสังคมด้วย (Wallertein & Bernstein, 1988:379-394)
3.2 ระดับของการสร้างพลัง
การสร้างพลัง เน้นอิทธิพลที่เกี่ยวข้องในด้านการควบคุมตนเอง (Personal Control) และอิทธิพลที่เกี่ยวข้องทางด้านสังคม หรือชุมชน (Social Control) ระดับของการสร้างพลัง แบ่งออกเป็น 3 ระดับ (ปริญญา ผกานนท์, 2543:27-29) ดังนี้
การสร้างพลังให้ตัวบุคคล พลังในตัวบุคคลจะเกิดขึ้นได้กับบุคคลที่ได้รับ การสนับสนุนส่งเสริมให้แสดงออก ซึ่งความสามารถในการพัฒนาแนวคิด และการทำงานสู่ความสำเร็จ ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น สามารถพึ่งตนเองได้ และเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง
การสร้างพลังในองค์กร เป็นการส่งเสริม และสนับสนุนให้สมาชิกในองค์กร มีส่วนร่วมในอำนาจขององค์กร ตั้งแต่ การใช้ประโยชน์จากข้อมูล มีกระบวนการตัดสินใจ การกำหนดวิธีดำเนินงาน และการควบคุมความพยายามต่างๆ ต่อจุดมุ่งหมายที่กำหนดร่วมกัน ส่งเสริมให้มีการเชื่อมโยง ในกลุ่มสมาชิกเพื่แสร้างเป็นพลังองค์กร แล้วไม่เชื่อมโยงกับองค์กรอื่นๆ และชุมชนในเชิงอำนาจ หรือพลังโน้มน้าวอนาคต และการตัดสินใจในสังคมที่กว้างขึ้น
การสร้างพลังในชุมชน เป็นระบบคุณค่าทางสังคม (Social Value) ซึ่งแสดงออกถึง การรวมตัวของประชาชนในชุมชน เพื่อทำกิจกรรมของชุมชนร่วมกัน ด้วยความสามัคคีเกื้อกูล มีการจัดการที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลังในการพัฒนาชุมชน ซึ่งต้องปรับเปลี่ยนบทบาท ของประชาชนในชุมชน โดยปล่อยให้ชุมชนได้มีโอกาสตัดสินใจ และเลือกหนทางในการแก้ปัญหาของชุมชนเอง
3.3 จะสร้างพลังชุมชน ด้วยวิธีการใด
หัวใจของการสร้างพลัง คือ การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีกทุกฝ่าย ต่อการพัฒนาชุมชน หรือแก้ไขปัญหาจของชุมชน เกิดผลของการเรียนรู้ คือ พลังความรู้ การตัดสินใจ และความสามารถในการพัฒนาชุมชน หรือสังคมอย่างยั่งยืน และกระทบผลประโยชน์อย่างเป็นระบบ โดยเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีหลักการสำคัญ ดังนี้
รวม "พลังใจ" การที่จะขับเคลื่อนกิจกรรมทางสังคมด้ามใดก็ตาม ขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญ คือ การรวมตน เพื่อรวมพลังใจ เป็นการสร้างเสริมใจซึ่งกันและกัน เกิดความรัก ความสามัคคี ความเอื้ออาทร มีความสนใจ และมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน ทำให้เกิดจิตสำนึกในการแก้ไข หรือพัฒนาท้องถิ่น การรวมกัน รวมใจ เป็นการส่งเสริมให้เกิดประชาคม หรือเวทีประชาคม โดยใช้ประเด็นที่ชุมชนสนใจ มาเป็นเครื่องมือในการรวมคน
สิ่งที่สำคัญ คือ การค้นหาผู้นำที่มีจิตวิญญาณ มีอุดมการณ์ต่อสถานการณ์ หรือประเด็นต่างๆ ที่ชุมชนสนใจให้ได้ โดยการเสนอตน ตามความสมัครใจ หรือให้ชุมชนเป็นผู้เสนอ ผู้นำเหล่านี้ มักเป็นผู้นำตามธรรมชาติ เป็นผู้ที่มีคุณธรรม ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน อดกลั้น จิตใจอาสาสมัคร อาจเป็นพระภิกษุ หมอพื้นบ้าน นักพัฒนา และข้าราชการยุคใหม่ ฯลฯ หากเราสามารถรวมพลังใจ ของผู้นำเหล่านี้ได้ จะทำให้ได้คนที่มีคุณภาพ มีพลัง และรวมตัวกันอย่างยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลให้การทำงานในขั้นต่อๆ ไป ประสบความสำเร็จ
บางกรณีเกิดจากหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรพัฒนา เข้าไปกระตุ้นให้คนในชุมชนรวมตัว เพื่อพัฒนาชุมชน วิธีการนี้ ส่วนใหญ่เป็นการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ ได้เฉพาะกาย ไม่ได้ใจ และมักได้คนที่ไม่มีคุณภาพ ไม่มีพลัง เป็นการรวมคนที่ไม่มีความยั่งยืร ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินงานในขั้นต่อๆ ไป ไม่ประสบผลสำเร็จ
การระดม "พลังความคิด" เมื่อรวมคนได้แล้ว ขั้นตอนต่อไป คือ "การร่วมคิด" โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน สร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์ วิเคราะห์ปัญหา และโอกาสอย่างรอบด้าน รวมทั้งการกำหนดแนวทาง วิธีการ และแผนงานในการแก้ไขปัญหา หรือการพัฒนาชุมชนอย่างเป็นระบบ สร้างสรรค์ และยั่งยืน
ก่อเกิด "พลังการจัดการ" ขั้นตอนนี้จะเกิด "การร่วมทำ" ดำเนินงานตามแนวทาง วิธีการ และแผนงานที่กำหนดในขั้นตอนที่ 2 สิ่งที่ควรทำในขั้นตอนนี้ คือ การจัดระบบการบริหารจัดการที่ดี เช่น การแบ่งบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของภาคี การพัฒนาต่างๆ อย่างเหมาะสม มีความเคารพนับถือ และให้การยอมรับความรู้สึก ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน มีความจริงใจต่อกัน มีความเอื้ออาทร และความหวังดีระหว่างสมาชิก ย่อมทำให้เกิดการดำเนินงานราบรื่น และมีการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพ
สร้าง "พลังภูมิปัญญา การขับเคลื่อนกิจกรรมแก้ไขปัญหา หรือการพัฒนาสังคมใดๆ ก็ตาม สิ่งที่ขาดเสียมิได้ ก็คือ การสรุปบทเรียนร่วมกัน เป็นการติดตามประเมินผล โดยเริ่มต้นจากการประเมินผลตนเอง และประเมินผลงาน ผ่านกระบวนการกลุ่ม และเครือข่ายการเรียนรู้ ทำให้เกิดการเชื่อมต่อ ทักษะ องค์ความรู้ และประสบการณ์ใหม่ๆ นำไปสู่การเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ และเป็นชุมชนที่มีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ
สร้าง "พลังปิติ" ขั้นตอนสุดท้ายของการดำเนินการ คือ การรับผลจากการกระทำ เป็นการสร้าง "พลังปิติ" โดยการยกย่อง ชื่นชม ให้กำลังใจ แก่คนที่มีความตั้งใจ และเสียสละให้กับชุมชน และสังคม ทำให้เกิดความภาคภูมิใจ และมีความสุขจากการทำงานร่วมกัน ส่วนปัญหา อุปสรรคที่เกิดจากการกระทำ ถือว่าเป็นบทเรียนที่ต้องนำมาปรับปรุง พัฒนาไม่ให้เกิดขึ้นอีก
สร้าง "ภาพลักษณ์" เป็นการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่องค์ความรู้ผ่านสื่อต่างๆ ไปสู่องค์กรชุมชนอื่นๆ เช่น ถ้าเป็นองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจ การประชาสัมพันธ์ จะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างรายได้เพิ่ม หากเป็นองค์ความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่น การประชาสัมพันธ์จะเป็นการยกย่อง เชิดชูเกียรติแก่ผู้ประกอบการต่างๆ ที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ เป็นต้น
4. ทำไมจึงต้องสร้างพลังชมชน ในการพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่
ในกระแสโลกาภิวัฒน์มีการสื่อสารข้อมูลสารสนเทศ อย่างรวดเร็ว และโยงใยถึงกันทั่วทุกแห่ง ทั้งในเมืองและชนบท การเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจ ของโลก สู่การค้าเสรี การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สิ่งแวดล้อม และระบบต่างๆ ในสังคม ณ มุมใดของโลก จะส่งอิทธิพลกระทบไปทั่วถึงกันหมด และรวดเร็ว ก่อเกิดปัญหามากมาย ในสังคม และชุมชนที่กำลังพัฒนา ซึ่งต้องการการแก้ไขอย่างรอบด้าน และบูรณาการ ทำให้เกิดยุทธศาสตร์ของการพัฒนาชุมชน ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน การอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะส่วนจึงไม่พอ และจะต้องเข้าใจปัจจัยต่างๆ ที่เชื่อมโยงถึงกันด้วย นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ได้กำหนดการกระจายอำนาจ และตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นตนเอง ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการกำหนดนโยบาย การตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
การพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ของประชาชนทั้งในเขตเมือง และชนบทให้มีความเป็นอยู่ที่ดี อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน โดยรัฐบาลได้กำหนดให้ การพัฒนาเมืองน่าอยู่ และชุมชนน่าอยู่เป็นวาระแห่งชาติ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2542 ในการพัฒนาเมืองน่าอยู่ และชุมชนน่าอยู่ให้ประสบผลสำเร็จ จำเป็นต้องสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม ของประชาชน และทุกภาคีการพัฒนา (คณะกรรมการพัฒนาเมืองแห่งชาติ, 2543:8-9) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในท้องถิ่น โดยระดมการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบในผลการพัฒนา ซึ่งจะก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ จากการปฏิบัติจริง อันจะนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข ในการพัฒนาเมือง และชุมชนให้น่าอยู่ตามความต้องการ ของชุมชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหัวใจของความสำเร็จ ในการพัฒนา และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2545-2549) ได้กำหนดยุทธศาสตร์การจัดการเชิงพื้นที่ในมิติใหม่ ด้วยการพัฒนากระบวนการชุมชนเข้มแข็ง ให้เกิดพลังของคนในชุมชน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ ในการพัฒนาแก้ไขปัญหา สนับสนุนให้ชุมชนจัดทำแผนของชุมชนเอง โดยใช้การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ตลอดจนสนับสนุนให้ชุมชนสามารถพัฒนาชุมชน ในลักษณะการพึ่งพาตนเองได้ แทนการรอรับบริการจากภาครัฐอย่างเดิม ดังนั้น จึอต้องมีการเตรียมชุมชนให้พร้อม เข้าร่วมพัฒนา การสร้างพลังชุมชนจึงมีความจำเป็น และมีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ
5. สรุป
ในการสร้างพลังชุมชนด้วยกระบวนการเรียนรู้ แบบมีส่วนร่วมนั้น เป็นบรรยากาศของความร่วมมือจากภาคีทุกภาคส่วน รวมทั้งสร้างวิธีคิดที่เป็นระบบ คิดแบบองค์รวม ภาครัฐ หรือข้าราชการต้องเข้าใจว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน มิใช่เป็นของข้าราชการกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่เป็นของประชาชน ข้าราชการทุกกระทรวงต้องร่วมมือ ประสานงานกัน สนับสนุนให้ประชาชนมีพลังความสามารถ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามกระบวนการของชุมชน และพึ่งพาตนเองได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม
http://advisor.anamai.moph.go.th/conference/power/power00.html
ชุมชนน่าอยู่ ..สุขภาพคนในชุมชนก็แข็งแรง
รูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชน ในการส่งเสริมสุขภาพ
Community Participation Model of Health Promotion
การส่งเสริมสุขภาพ เป็นทั้งกระบวนการ กิจกรรม และแนวทาง สำหรับการดำเนินงาน เกี่ยวกับสุขภาพ เพื่อส่งเสริม และเกื้อหนุนให้บุคคล ได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชนในทุกด้าน แบบองค์รวมอย่างเป็นระบบ เนื่องจากสุขภาพนั้น เป็นองค์รวม ที่มาจากส่วนประกอบหลายๆ ประการ อาทิ สังคม สิ่งแวดล้อม ระบบบริการสุขภาพ และวิถีการดำเนินชีวิตของบุคคล เพื่อสนับสนุน ยับยั้ง หรือกำหนดพฤติกรรมสุขภาพ ไปสู่การปฏิบัติ จึงต้องอาศัยความร่วมมือ และการระดมพลังจากทุกฝ่าย ในการดูแลสุขภาพของตนเอง และการปรับปรุงสังคมด้านต่างๆ เช่น สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา และอื่นๆ โดยใช้กลยุทธ์การถ่ายโอนอำนาจจากรัฐ มาสู่ประชาชน ให้มีพลังอำนาจที่จะดูแลสุขภาพ และจัดการกับชุมชนของตนเอง อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการ และความเป็นไปได้ ในแต่ละท้องถิ่น โดยคำนึงถึง ระบบสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ที่แตกต่างกันของชุมชน และเน้นการทำงานร่วมกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนอย่างเต็มที่
การประชุมแพทยศาสตร์ (2542) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ ของการมีส่วนร่วม ของประชาชน ในการส่งเสริมสุขภาพ จึงเสนอแนะระบบบริการสุขภาพ ที่จะสนับสนุน การมีส่วนร่วมของประชาชน ไว้ 3 ประการ คือ
1) การสร้างความเข้มแข็งให้กับบุคคล ชุมชน ในการควบคุมปัจจัย ที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพ เพราะความเข้มแข็งของประชาชน และชุมชน จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ในการจัดบริการสุขภาพมากขึ้น
2) การจัดบริการในชุมชน (community-based health services) เป็นบริการระดับปฐมภูมิ (primary care) ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมได้มากที่สุด และ
3) การประสานงาน กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อการพัฒนานโยบายเพื่อสุขภาพ (public health policy) ที่จะมีผลกระทบต่อ การเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพ
บทบาทของประชาชน มีวามสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการส่งเสริมสุขภาพของตนเอง และชุมชน โดยประชาชนจะต้องเห็นคุณค่า และผลของสิ่งแวดล้อม ต่อภาวะสุขภาพ ช่วยกันรักษา และสร้างสิ่งแวดล้อมที่เกื้อกูล ต่อการมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพที่ดี เช่น การรวมตัวกันของชุมชน เพื่อออกกำลังกาย การณรรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ หรือสิ่งเสพติด การรณรงค์ป้องกันอุบัติเหตุ และการจัดโครงการ โรงเรียนสุขภาพดี ที่ทำงานสุขภาพดี หรือชุมชนสุขภาพดี เป็นต้น องค์กรชุมชน จึงต้องมีการพัฒนาโครงสร้าง และกลไกการจัดการ ที่มีประสิทธิภาพ มีความคิดสร้างสรรค์ และตระหนักในสุขภาพของชุมชน และมีเจ้าหน้าที่สุขภาพ ทำหน้าที่ให้ความรู้ และสนับสนุนให้เกิดทักษะ การส่งเสริมสุขภาพ สอดคล้องกับแนวคิด การส่งเสริมพลังอำนาจชุมชน ที่สนับสนุนให้ชุมชนเกิดความสำนึก และพันธสัญญาต่อส่วนรวม และการเสริมสร้างให้ชุมชน ลงมือทำด้วยตนเอง อย่างต่อเนื่อง เป็นการสะสมความรู้ และประสบการณ์ จากการปฏิบัติจริง (learning by doing) และเป็นกระบวนการเรียนรู้ แบบปฏิสัมพันธ์ (interactive learning process) โดยเริ่มตั้งแต่ การสร้างทีมงาน เขียนโครงการ จัดทำแผน ดำเนินงาน ควบคู่ไปกับ กระบวนการสะท้อนความรู้สึก ของประชาชน สำหรับข้อมูลย้อนกลับ ในการปรับปรุงแผนงาน และกิจกรรมในโครงการ จนเกิดความรู้สึก เป็นเจ้าของโครงการร่วมกัน ซึ่งมีส่วนเกื้อหนุนองค์กรชุมชน ให้มีความแข็งแกร่ง และมั่นคงยิ่งขึ้น สำหรับ การพัฒนาโครงการส่งเสริมสุขภาพ แบบยั่งยืนต่อไป
ขั้นตอนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพของชุมชน
1. ขั้นตอนการสร้างทีมงาน มีการจัดการดังนี้
การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างเจ้าหน้าที่สุขภาพ กับเจ้าหน้าที่ของรัฐในสาขาต่างๆ เช่น ครู พัฒนาชุมชน เกษตรชุมชน และองค์กรต่างๆ ในชุมชน โดยการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน เช่น ทำบุญทอดกฐิน ปลูกต้นไม้ในชุมชน งานวันเด็กของโรงเรียน งานบวช และงานศพ เป็นต้น เพื่อแสดงออกถึงความจริงใจ ที่มีต่อชาวบ้านในชุมชน และถ้าหากเป็นคนในท้องถิ่น และสามารถพูดภาษาท้องถิ่นได้ ก็จะยิ่งเป็นการดี ที่จะทำให้เกิดความรู้สึกคุ้นเคย กับชาวบ้านมากขึ้น จนกลายเป็นความไว้วางใจ ที่จะเข้ามามีส่วนร่วม ในกิจกรรมต่างๆ ของสถานีอนามัย
การสร้างแกนนำของชาวบ้าน หรือ "ทีมส่งเสริมสุขภาพชุมชน" ด้วยการจัดประชุม อาสาสมัครสาธารณสุข กรรมการชุมชน กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเยาวชน หรือกลุ่มอื่นๆ ที่มีอยู่ในชุมชน รวมทั้งชาวบ้าน เพื่อเปิดกว้างให้กับคนในชุมชนทุกคน ได้เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งมิได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะ อาสาสมัครสาธารณสุขเท่านั้น ดังนั้น จึงต้องชี้แจงจุดประสงค์ ของโครงการ บทบาท และความสำคัญของแกนนำชาวบ้าน คือ ต้องเป็นผู้ที่มีความสมัครใจ เสียสละ สามารถอุทิศเวลาให้กับส่วนรวมได้ และที่สำคัญ ต้องมีความสนใจในเรื่องของสุขภาพ ทั้งของตนเอง ครอบครัว และชุมชน เพื่อเป็นตัวอย่างด้านสุขภาพ ของคนในชุมชน สามารถกระตุ้น ชักจูงชาวบ้าน ให้เห็นถึงความสำคัญของสุขภาพ และยินดีร่วมมือกัน แก้ไขปัญหาของชุมชน และเป็นผู้นำในกิจกรรม การส่งเสริมสุขภาพของชุมชนได้
การให้ความรู้แก่กลุ่มแกนนำชาวบ้าน เพื่อให้กลุ่มแกนนำได้เกิดแนวคิด เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ และการแก้ไขปัญหาชุมชน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม ของชุมชน และเป็นพื้นฐานในการทำงานต่อไป
2. ขั้นตอนการสร้างความตระหนัก ถึงปัญหาสุขภาพของชุมชน สามารถทำได้หลายรูปแบบ แต่ในที่นี้ขอเสนอด้วยวิธีการ ใช้ปัญหาเป็นหลัก (problem based) ในการศึกษาวิเคราะห์ปัญหาชุมชน โดยเริ่มจาก การมีส่วนร่วมสำรวจชุมชน เพื่อให้ชุมชนได้รู้สภาพของ ปัญหาของชุมชนด้วยตนเอง ตั้งแต่การสร้างแบบสำรวจ การกำหนดพื้นที่ และทีมงานสำรวจ การสำรวจ และการนำข้อมูลมาสรุป และมีเจ้าหน้าที่สุขภาพ เป็นพี่เลี้ยง ช่วยตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูล การระบุปัญหา และสาเหตุของปัญหา โดยกลุ่มแกนนำเป็นผู้นำเสนอข้อมูล ที่ได้จากการสำรวจ ต่อที่ประชุมชาวบ้าน และเปิดโอกาสให้ชาวบ้าน เสนอความคิดเห็น และปัญหาเพิ่มเติม เพื่อสรุปออกมา เป็นปัญหาของชุมชนอย่างแท้จริง และนำปัญหาสำคัญ มาค้นหาสาเหตุ สำหรับเป็นแนวทางในการแก้ไขต่อไป และการจัดลำดับความสำคัญ ของปัญหา ด้วยการให้ที่ประชุมร่วมกัน จัดลำดับความสำคัญของปัญหา ตามความรุนแรง และความต้องการของชุมชน เพื่อนำมาวางแผนต่อไป
3. ขั้นตอนการวางแผน แก้ไขปัญหาสุขภาพของชุมชน ชาวบ้านร่วมกันเสนอความคิด และกำหนดกิจกรรม เพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชน ร่วมกับเจ้าหน้าที่สุขภาพ บนพื้นฐานของชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งการกำหนดกิจกรรม และวางแผนนั้น ไม่จำเป็นต้องทำให้เสร็จสิ้นในครั้งเดียว แต่อาจกำหนดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทีละกิจกรรม เช่น การทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อจัดหาทุนมาใช้ในการดำเนินงาน การจัดตั้งชมรมสุขภาพชุมชน การนวดแผนไทย การส่งเสริมการปลูกต้นไม้ และสมุนไพรในชุมชน ส่งเสริมการผลิต และบริโภคข้ามซ้อมมือ และกิจกรรมวันผู้สูงอายุ เป็นต้น เพราะเมื่อสิ้นสุดในแต่ละกิจกรรม ทีมงานจะได้นำประเด็นข้อเสนอต่างๆ มาใช้ในการวางแผนงานกิจกรรมต่อไป
4. ขั้นตอนการดำเนินการของชุมชน โดยการจัดตั้งกลุ่มทำงาน ของแต่ละกิจกรรม และดำเนินงานตามแผน โดยมีเจ้าหน้าที่สุขภาพ เป็นผู้ให้การสนับสนุน และช่วยประสานงาน ให้คณะทำงานสามารถดำเนินการได้ และมีการประชุม และประเมินผลการทำงานเป็นระยะ เพื่อปรับปรุงแผนงานอย่างต่อเนื่อง
5. ขั้นตอนการประเมินผล และการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง คือ หลังจากการดำเนินงานไปแล้ว 1 ปี ควรมีการประเมินภาวะสุขภาพของชุมชน ในประเด็นต่างๆ เช่น อัตราการเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น หรือลดลงมากน้อยเพียงใด การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพเป็นอย่างไร และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ ของชุมชน เกิดขึ้นหรือไม่ และจัดทำรายงานการประเมินผล พร้อมทั้งชี้แจง และเผยแพร่ให้ชาวบ้าน ได้รับทราบถึงผลการดำเนินงาน เพื่อให้ชาวบ้านดำเนินงานต่อไป ได้อย่างมั่นใจ
บทบาทของเจ้าหน้าที่สุขภาพ ต่อการส่งเสริมสุขภาพ
การแสดงออกของเจ้าหน้าที่สุขภาพ มีส่วนทำให้ชาวบ้านเกิดความรู้ และจิตสำนึกในการดูแลสุขภาพ และรู้จักแสวงหาความรู้ เพื่อการตัดสินใจ และปฏิบัติการส่งเสริมสุขภาพตนเอง และชุมชน ดังมีบทบาทต่อไปนี้
1. สร้างความมั่นใจให้กับชุมชน การให้ชาวบ้าน เกิดความมั่นใจนั้น นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการร่วมงานกับชุมชน เพราะทำให้ชาวบ้านเกิดความไว้วางใจ ที่จะทำงานร่วมกันต่อไป วิธีการที่ช่วยให้ชาวบ้านเกิดความเข้าใจ และไว้วางใจ คือ การแสดงออก ถึงความจริงใจ ที่ต้องการดูแลสุขภาพชาวบ้าน อย่างสม่ำเสมอ
2. เสริมสร้างพลังอำนาจแก่ชุมชน เป็นการเพิ่มสมรรถนะ (enabling) ให้ชาวบ้าน สามารถควบคุมสภาวะสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง รู้จักคิด รู้จักแก้ปัญหา โดยมีเจ้าหน้าที่สุขภาพ ทำหน้าที่กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ ด้วยวิธีการต่างๆ ได้แก่
การให้ข้อมูลข่าวสาร ที่เอื้อต่อสุขภาพคน ในชุมชน เช่น การประชุมชี้แจง การจัดอบรม และการประกาศทางหอกระจายข่าว เป็นต้น
การพัฒนาการทำงานเป็นทีม ด้วยการกระตุ้นให้ชาวบ้าน ร่วมกันคิด และร่วมกันลงมือทำกิจกรรม ด้วยตนเอง (Community Action) โดยยึดหลักการพึ่งตนเอง (Self Reliance) และใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom)
การพัฒนาทักษะสุขภาพตนเอง โดยจัดกิจกรรมให้ความรู้ และฝึกทักษะสุขภาพ ให้แก่ชาวบ้าน ในวันพบกลุ่มของสมาชิก ชมรมส่งเสริมสุขภาพ อาทิ การสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเล่าประสบการณ์ของสมาชิกแต่ละคน การให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ และการฝึกออกกำลังกาย นั่งสมาธิ หรือการผลิตนมถั่วเหลือง เป็นต้น
การศึกษาดูงาน โดยการนำชาวบ้านไปดูงาน ตามเครือข่ายต่างๆ เช่น ชมรมผู้สูงอายุ กลุ่มออมทรัพย์ หมู่บ้านดีเด่นในเรื่องต่างๆ เช่น การผลิตสมุนไพร การผลิตข้าวซ้อมมือ หรือการบริหารจัดการ เป็นต้น เพื่อการเรียนรู้ ทำให้ชาวบ้านเกิดความรู้ แนวคิด และกำลังใจในการทำงาน พัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่องต่อไป
3. ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพชุมชน เป็นการช่วยให้ชุมชนเรียนรู้ การอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้ อย่างเกื้อกูล และสมดุล ทั้งทางด้านกายภาพ ชีวภาพ และสังคม ซึ่งถือว่า เป็นหน้าที่ของทุกคน ดังเช่น
การส่งเสริมอาชีพที่เอื้อต่อสุขภาพ เช่น การผลิตนมถั่วเหลือง การนวดแผนไทย การปลูก และผลิตสมุนไพรในชุมชน และการผลิตข้าวซ้อมมือ เป็นต้น
การส่งเสริมการปลูกป่าสวนผสม โดยการแนะนำให้ปลูกต้นไม้ยืนต้น ไม้ผล และสมุนไพรผสมผสานกันไป เพราะนอกจากจะเป็นการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นแหล่งของพืชสมุนไพรแล้ว ยังช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัวได้ ทั้งระยะสั้น โดยการขายพืชสมุนไพร และในระยะยาว การปลูกไม้ยืนต้นเปรียบเสมือน "ต้นไม้บำนาญชีวิต" ไว้ใช้จ่ายยามแก่เฒ่าได้ด้วย เนื่องจากการขายต้นไม้ขนาดใหญ่ จะมีราคาสูงมาก
การส่งเสริมสัมพันธภาพ และมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน ภายในชุมชน เป็นการส่งเสริมสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม โดยเน้นให้ชุมชนเห็นถึงความสำคัญ "ความสามัคคี" ซึ่งสามารถช่วยให้เกิดพลัง ในการทำงานและแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี
4. ปรับเปลี่ยนระบบบริการสุขภาพ โดยส่งเสริมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ด้วยการผสมผสานความรู้ ทางด้านการแพทย์ มาให้เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น และการกระตุ้นให้ชาวบ้านมาร่วมคิด และทำกิจกรรมกับ เจ้าหน้าที่สุขภาพ เช่น การเปิดบริการแพทย์แผนไทย การนวด การอบ และการจำหน่ายยาสมุนไพร เป็นต้น
5. ประสานความร่วมมือ โดยการประสานงานกับองค์กรต่างๆ ทั้งใน และนอกชุมชน เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล ชมรมสุขภาพต่างๆ คลินิกแพทย์แผนไทย และชุมชนเครือข่ายต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จ ในการพัฒนาชุมชน สำหรับเป็นที่ศึกษาดูงาน และเป็นที่ปรึกษา ให้กับองค์กรในชุมชน
บทบาทของเจ้าหน้าที่สุขภาพดังกล่าว เป็นปัจจัยที่สำคัญ ทำให้ชาวบ้านเกิดความมั่นใจ และรู้สึกว่า เจ้าหน้าที่สุขภาพให้อิสระ และยอมรับในความคิดของตน จึงเกิดบรรยากาศของการ ปรึกษาหารือร่วมกัน เพื่าการสร้างพลังอำนาจ และความแข็งแกร่งแก่ชุมชน นอกจากนั้น การเปลี่ยนแปลงบทบาท ของเจ้าหน้าที่สุขภาพ จากการมุ่งเน้นการรักษาพยาบาล เป็นการดูแล และส่งเสริมสุขภาพ แบบองค์รวม โดยการผสมผสานความรู้ ทางด้านการแพทย์ ให้เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น ร่วมคิด ร่วมทำกับชาวบ้านมากขึ้น ทำให้ชาวบ้านเกิดการเรียนรู้ จากการได้รับการแก้ไข ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี โดยการพูดคุย และการให้กำลังใจ จนเกิดเป็นความรู้สึกที่ดี และเอื้ออาทรต่อกัน ทำให้เกิดพลังในการแก้ปัญหาชุมชน ให้ลุล่วงไปได้
บทบาทของประชาชนในชุมชน
การมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชส เป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบ ของชาวบ้าน ต่อการดูแลสุขภาพของชุมชน ซึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพล ต่อการมีส่วนร่วม คือ สัมพันธภาพที่ดี ความไว้วางใจ และการยอมรับซึ่งกันและกัน รวมทั้งการแสดงออก ถึงความจริงใจ ของเจ้าหน้าที่สุขภาพ ก็มีส่วนทำให้ชาวบ้าน อยากเข้าร่วมในโครงการ ด้วยความสมัครใจ บรรยากาศในการทำงานร่วมกัน จึงเป็นไปอย่างราบรื่น ดังตัวอย่างกิจกรรมต่อไปนี้
1. การทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อสุขภาพ เพื่อหาเงินทุนมาดำเนินงาน เพื่อสุขภาพต่อไป และกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน เนื่องจากเป็นงานบุญ ทำให้ชาวบ้านให้ความร่วมมือ ทั้งการร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมทุนทรัพย์ ให้งานบรรลุเป้าหมาย เพราะนอกจากชาวบ้าน จะได้รับความสนุกสนานรื่นเริง จากการจัดงานแล้ว รายได้จากการร่วมทำบุญ ยังสามารถนำมาเป็น "กองทุนสุขภาพชุมชน" ในการนำมาพัฒนาชุมชน ด้านสุขภาพต่อไปอีกด้วย
2. ชมรมส่งเสริมสุขภาพชุมชน สำหรับผู้สูงอายุ หรือผู้สนใจสุขภาพ ได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน โดยมีเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย เป็นผู้ให้คำปรึกษาแนะนำ และดูแลสุขภาพ มีอาสาสมัครสาธารณสุข ช่วยวัดความดันโลหิต และร่วมกิจกรรม การสวดมนต์ไหว้พระ และนั่งสมาธิ การให้ความรู้สุขภาพ การออกกำลังกาย การจัดกิจกรรมบันเทิงต่างๆ เช่น ร้องเพลง รำวง เป็นต้น
3. ส่งเสริมการบริโภค และผลิตนมถั่วเหลืองในชุมชน เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้าน ได้ดื่มนมถั่วเหลืองอย่างทั่วถึง ด้วยการส่งเสริมการปลูกถั่วเหลือง และสอนวิธีการทำนมถั่วเหลือง บริโภคในครอบครัว พร้อมทั้งสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ ให้กับชาวบ้าน ผู้สนใจที่จะทำอาชีพเสริม ทำให้ชุมชนสามารถมียมถั่วเหลืองให้กับเด็ก ที่ขาดสารอาหาร ทั้งผู้สูงอายุได้บริโภคในราคาที่ถูก
4. ส่งเสริมการนวดแผนไทย เพื่อช่วยลดปัญหาการปวดเมื่อยกระดูก และกล้ามเนื้อของผู้สูงอายุ และชาวบ้านทั่วไป ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิต การนวดเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ของชาวบ้าน แทนการรับประทานยาแก้ปวด หรือยาสมุนไพร ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น การจัดอบรมการนวดให้คนในชุมชน เพื่อมาเปิดให้บริการนวด แก่ชาวบ้านในชุมชน จึงน่าจะเป็นวิธีหนึ่ง ที่จะช่วยลดปัญหาการบริโภคยา ที่เกินความจำเป็น ของชาวบ้านลงได้
5. ส่งเสริมการปลูก และใช้สมุนไพรในชุมชน โดยเริ่มต้นจากการแปรรูปสมุนไพร ที่มีวัตถุดิบมากในชุมชน เช่น ขมิ้น และฟ้าทะลายโจร อัดแคปซูล ขี้ผึ้งไพล เป็นต้น พร้อมกับการส่งเสริมให้ปลูกสมุนไพรเหล่านั้น ควบคู่ไปกับไม้ยืนต้น และไม้ผล เป็น "สวนผสม" และมีการขุดบ่อเลี้ยงปลาดุกในสวนด้วย จากนั้นควรนำคณะทำงานไปดูงานที่ต่างๆ เช่น ศูนย์การแพทย์แผนไทย หรือหมู่บ้านอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จในการผลิตสมุนไพร ทำให้กลุ่มสามารถพัฒนา การผลิตสมุนไพร ทำให้กลุ่มสามารถพัฒนาการผลิตสมุนไพรดีขึ้น และเจ้าหน้าที่สุขภาพต้องมีส่วนร่วม ในการควบคุมความสะอาด และช่วยประชาสัมพันธ์ เป็นการส่งเสริมการใช้สมุนไพร และช่วยให้ชาวบ้านบางคน มีอาชีพเสริม และมีรายได้เพิ่มขึ้น
6. กิจกรรมวันผู้สูงอายุ ควรจัดเป็นงานประเพณีประจำปี ของชุมชน ในวันสงกรานต์ เรื่องจากเป็นวันครอบครัว ลูกหลานได้มีโอกาสแสดงมุทิตาจิต แก่ญาติผู้ใหญ่ และให้เด็กรุ่นหลังของชุมชน ได้เห็นประเพณีสงกรานต์ที่ดีงาม จะได้สืบทอดต่อกันไป โดยเชิญชวนให้ชาวบ้าน นำปิ่นโตมาถวายพระ และรับพร และเชิญผู้สูงอายุทุกท่าน มาให้ลูกหลานได้รดน้ำ เพื่อแสดงมุทิตาจิต และขอพรจากท่าน พร้อมทั้งมอบของที่ระลึกต่าง ทำให้เด็กๆ ภายในชุมชนได้เห็นตัวอย่างประเพณีสงกรานต์ ที่ดีงาม มิใช่การสาดน้ำใส่กัน อย่างที่ปรากฎตามท้องถนนต่างๆ
การมีส่วนร่วมส่งเสริมสุขภาพชุมชนนั้น เจ้าหน้าที่สุขภาพมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ในการกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมความร่วมมือ ซึ่งจะเห็นว่า กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น มิได้มุ่งเน้นแต่เพียงการแก้ปัญหาสุขภาพเท่านั้น หากเป็นการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ในการพัฒนา และประชาชนเองก็เป็นตัวจักรสำคัญ ในการร่วมดำเนินงาน ให้บรรลุเป้าหมาย ดังนั้น ทั้งในส่วนของประชาชน และเจ้าหน้าที่สุขภาพ จึงต้องมีการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ ในชุมชนอย่างต่อเนื่อง (Community Learning) เพราะเมื่อเกิดการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และเรียนรู้ จนเป็นวงจรต่อเนื่องไม่รู้จบ ทำให้เกิดพลังมหาศาล ในการดำเนินกิจกรรมร่วมกันในสังคม ผลที่ได้จะทำให้บุคคลสามารถ นำความรู้ไปสู่การตัดสินใจ เลือกแนวทางการแก้ปัญหา ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม และวิถีการดำเนินชีวิตต่อไป และที่สำคัญ ควรมรการพัฒนาแนวคิด ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อ ที่ว่า บุคคลมีศักยภาพ และสามารถเรียนรู้ที่จะดูแล และพึ่งพิงตนเองได้ เพราะจะเป็นหนทาง นำไปสู่การพัฒนาชุมชน ให้เข้มแข็ง และคุณภาพชีวิตที่ดีของชุมชนต่อไปได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)